น้ำท่วม 2554

ศุกร์ 14 ต.ค. 2554

ผมมาอยู่ที่จ.พระนครศรีอยุธยา จังหวัดที่ตกอยู่ในวิกฤตอุทกภัยมากที่สุดจังหวัดหนึ่งของประเทศในเวลานี้

ที่สะพานปรีดีธำรง วันนี้ ด้านล่างมีแม่น้ำป่าสักที่กำลังไหลเชี่ยว และเอ่อล้นขึ้นสูงอย่างมาก ราวกับคึกคะนองหรือเคียดแค้นใครมา ด้านบนสะพานไม่ใช้ที่สำหรับสัญจรอีกต่อไป แต่กลายเป็นที่จอดรถหลบภัย ที่บรรดาเจ้าของรถนำมาจอดเรียงชิดติดกันเป็นแนวยาวหลายร้อยคัน เบียดชิด จนคิดไม่ออกว่าจะนำรถแต่ละคันออกมาได้อย่างไร

ยิ่งสูง ยิ่งได้เปรียบ…

อย่างไรก็ตาม คันที่มาหลังๆ ได้อยู่ตีนสะพาน ก็ไม่อาจหลุดรอดจากน้ำ ที่ท่วมปิดมิดให้เจ้าของมองเห็นเพียงหลังคา

อีกฟากฝั่งของสะพานนี้ คือ เกาะเมือง สถานที่ที่เคยเป็นใจกลางเมือง มีที่อยู่อาศัยหลายพันครัวเรือน สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ประกอบการค้า ธุรกิจ โรงเรียน โบราณสถานที่สวยงาม ซึ่ง ณ วันนี้เกือบทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ…

เราล่องเรือลึกเข้าไปในเกาะเมือง ระดับน้ำยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนน่าใจหาย

พระนอนองค์ใหญ่ ถูกน้ำท่วมปริ่มหน้าอก อย่างน่าใจหาย

สุนัข 5-6 ตัว บนกำแพงอิฐ โบราณสถาน กำลังกินอาหารที่อาสาสมัครลุยน้ำระดับเอวเข้าไปให้ พวกมันกินอย่างหิวโหยก่อนเงยหน้าส่งสายตามองมาที่เรือของเรา

ไม่ใช่สายตาแทนคำขอบคุณ แต่เป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ราวกับกำลังถามว่า “พวกมนุษย์ พวกมึงทำอะไรกับโลกของกู?” 

เป้าหมายของเรือลำที่ผมนั่ง คือ ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เป็นอัมพาตครึ่งตัว ไม่สามารถออกจากบ้านได้ ซึ่งขาดเข็มฉีดยาและอินซูริน ฉีดเข้าร่างกายมา 3-4 วันแล้ว…

เราได้แวะเข้าไปในบ้านที่มีคนแก่ 2-3 คน ป่วยนอนซมอยู่บนชั้นสองของบ้าน คุณยายคนหนึ่งเจ็บขา ไม่สามารถเดินได้ เธอน้ำตาไหลและกล่าวขอบคุณเมื่อเห็นทีมพยาบาลเราเข้าไป แม้ทีมงานจะไม่ได้ติดเครื่องมือทางการแพทย์หรือยาอะไรมาให้แกเลย แต่มือนิ่มๆอุ่นๆ ที่จับและนวดขาให้แก ถ้อยคำปลอบใจเพียงไม่กี่ประโยคจากคนแปลกหน้าที่ปีนระเบียงเข้ามาเยี่ยมเยียน ก็เป็นยาใจที่ดีให้แกมีกำลังใจสู้ต่อไป

เรือเราลอยผ่านประตูรั้วโรงเรียนที่ปิดสนิท แต่น้ำท่วมมิดจนเรือลอยข้ามมาได้สบายๆ เข้าสู่สนามฟุตบอลที่คานประตูโผล่พ้นน้ำมาแค่หนึ่งคืบ  ภายในอาคารเรียน 4 ชั้น ที่ชั้นหนึ่งอยู่ใต้บาดาล มีผู้หญิง เด็กและคนแก่ ร่วม 160 ชีวิต อาศัยห้องเรียนเป็นที่หลบภัย เสื่อผืนหมอนใบ อยู่กินอย่างลำบากร่วมกันเป็นเวลาเกิน 1 สัปดาห์แล้ว

 ไม่มีใครได้ออกไปเซเว่น ไม่มีใครได้ออกไปทำผม ไม่มีใครได้ออกไปเดินตลาดนัด…แต่ก็ไม่มีใครคิดจะทิ้งถิ่นฐานและชุมชนไป

ส่วนผู้ชาย อาสานอนเฝ้าบ้านที่น้ำบุกรุกขึ้นมาปริ่มชั้น 2 เพราะถึงแม้วิกฤตน้ำท่วมจะแทบเอาชีวิตเราไปได้ทุกเมื่อ แต่ก็ยังไม่เลวร้ายเท่าโจรขโมยที่จ้องจะมาซ้ำเติมเพื่อนมนุษย์เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวได้ลงคอ

ตั้งแต่เช้ายันเย็น เราใช้เวลาทั้งวันในการปีนเข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้ โยนห่อข้าวขึ้นระเบียงบ้านนั้นบ้านนี้ ยกน้ำดื่มลงเรือลำนั้นลำนี้ แต่ก็กลับออกมาด้วยใจหดหู่…

มันไม่ใช่เป็นการทำบุญที่รู้สึกสบายใจ

มันไม่เหมือนการไปวัดทำบุญตักบาตรแล้วจิตใจเบิกบานผ่องใส่

มันไม่รู้สึกยกย่องตัวเองว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นช่างเท่ห์ระเบิด เป็นคนดีของสังคม น่าภาคภูมิใจ

แต่กลับรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไป มันช่างน้อยนิด…น้อยเกินไป

วันนี้เราเหนื่อยจากงานมาก แต่กลับไปก็ยังมีน้ำประปาสะอาดให้ชำระร่างกาย มีไฟฟ้าให้เปิดแอร์เย็นๆ นอนหลับสบาย มีน้ำดื่มเย็นเจี๊ยบให้ดับกระหาย มีอาหารที่เราแย่งชิงกันไปโลตัสแล้วซื้อมากักตุนไว้กินอย่างมากมาย….

แต่คนที่อยู่ในนั้นเขาไม่มี…ชีวิตที่ครึ่งหนึ่งแช่อยู่ในน้ำ ก็ยังคงต้องลำบาก ประหยัด เครียด กันต่อไปตลอด 24 ชม.

และลืมตาตื่นขึ้นมาทุกวัน ด้วยหวังว่าระดับน้ำรอบๆ กายจะใจอ่อนลดต่ำลงบ้าง จะมีเรือช่วยเหลือขับผ่านเข้ามาบ้าง ลูกน้อยในอ้อมกอดจะลดอาการไข้ลงบ้าง…

อยู่ด้วยความหวัง…

ทนทุกข์เพื่อชดใช้ชะตากรรม

ชะตากรรมที่เขาได้เคยทำ

พวกคุณก็ทำ

ชะตากรรมที่มนุษย์ทั่วทั้งโลกร่วมกันทำขึ้นมา…

1 comment so far

  1. น้อยย์หน่า on

    ขออนุโมทนาสำหรับแรงกายแรงใจของน้องลืมและทีมงานทุกคนด้วยนะคะ

    สัตว์โลกย่อมเป็นไปตาม ก ร ร ม


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.