หลุม is back!!!
หนังสือ ‘หลุม’ จะพิมพ์เพิ่มครั้งที่ 2 แล้วครับ
กลางเดือน ต.ค. 52 นี้ คงได้เจอกัน
พิมพ์ออกมา แต่ยังไม่มีที่ขายเลย อนาถมาก 555
มาแจ้งข่าวให้ทราบกันก่อน
คราวนี้ก็พิมพ์จำนวนน้อยๆ เหมือนเดิม (เพราะความป๊อด กลัวจะขายไม่ออก อีกเช่นเคย)
ฉะนั้น ใครสนใจก็รีบๆ กันหน่อย ถ้าหมดแล้วก็คงต้องรออีกนานนะครับ
ฝากข้อความเอาไว้ใน บล็อกนี้ก็ได้
หรือจะอีเมลมาที่ kongto2007@hotmail.com
บริการส่งฟรี!! หลังชั่วโมงที่ 24 ของวัน เป็นต้นไปนะคร้าบบบ
วันที่เธอโทรมาง้อ…
วันที่เธอโทรมาง้อ…

วันนี้เธอโทรมาหาผม…อีกแล้ว
หลังจากที่ลังเลใจอยู่สักพัก ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้กับความใจอ่อนของตัวเอง ก่อนจะยอมกดรับสาย
ฟังน้ำเสียงก็พอรู้ ว่าเธอดีใจที่ได้คุยกับผมอีกครั้ง
เธอเริ่มต้นด้วยบทสนทนาแบบเดิมๆ – ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ถามว่าช่วงนี้ผมสบายดีไหม? ยังทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนรึเปล่า? เครียดกับงานมากไปไหม?
…ผมตอบคำถามเธอแบบ ถามคำตอบคำ เพราะเบื่อหน่ายกับถ้อยคำเป็นห่วงเป็นใยของเธอ และอยากให้เธอเข้าเรื่องซักที
เธอคงรับรู้ได้ถึงความรำคาญของผม และอ้อมค้อมไปได้ไม่ไกลนัก สุดท้ายเธอก็ยอมเอ่ยคำถามที่เราสองคนรอคอยกันอยู่
เธอถามว่า มาถึงวันนี้ ผมเคยคิดจะเปลี่ยนใจบ้างไหม?
เปลี่ยนใจ…ลืมคำปฏิเสธ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผมเคยบอกเธอไป
เปลี่ยนใจ…ลองทบทวนถึงความทรงจำดีๆ ระหว่างผมกับเธออีกสักครั้ง
เปลี่ยนใจ..เพื่อที่จะกลับไปหาเธอ
…
เมษายน 2552 – วันนั้นผมได้คุยกับเธอครั้งแรก
ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว วันหยุดอันน่าเบื่อของผู้ชายเบื่อชีวิตอย่างผม ถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงโทรศัพท์ลึกลับสายหนึ่ง
- เธอเป็นฝ่ายโทรมาหาผมก่อน โดยอ้างว่าเพื่อนสนิทของผมแนะนำมา
…เพียงไม่กี่วันถัดมา เจ้าเพื่อนตัวดีก็พาผมไปพบกับเธอ และทิ้งผมไว้ให้อยู่กับเธอเพียงลำพัง
“ให้น้องเค้าดูแลละกัน วันนี้กูเหนื่อยๆ ว่ะ” มันยิ้มมุมปาก ยักคิ้วให้ผม ก่อนที่จะปิดประตูแล้วหายจากไป
โอเค ผมยอมรับว่า คืนนั้นผมมีความสุขที่ได้อยู่ที่นั่นกับเธอ และมีเธอคอย ‘ดูแล’
จะว่าไป เธอเป็นผู้หญิงที่เก่งในเรื่องพรรค์นั้นเลยล่ะ แถมยังสอนผมในหลายๆ ท่า จนผู้ชายอกสามศอกอ่อนประสบการณ์อย่างผมถึงกับอายไปเลย…
วินาทีที่เนื้อตัวเราสัมผัสกัน มันทำให้ผมใจเต้นแรง เหงื่อของผมไหลท่วมกายแบบที่ไม่เคยเป็นมานานแล้ว
‘สบายตัว…’ ผมสรุปสั้นๆ ให้เพื่อนฟัง ได้ว่าอย่างนั้น
เหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น ผมยังจำได้ทุกฉากทุกตอนไม่เคยลืม และยังจำสีหน้าของเธอตอนออกมาส่งผมที่หน้าประตูได้เช่นกัน
แววตาของเธอในวันนั้น มีความหวังอยู่เต็มเปี่ยมว่า ผมคงประทับใจและจะกลับมาหาเธออีก
ใช่ ผมประทับใจ
ผมมีความสุข
แต่ผมไม่ได้คิดจะจริงจังอะไรกับเธอ…
พูดกันตรงๆ แบบผู้ชายเห็นแก่ตัว
‘ก็ในเมื่อเธอเอง เป็นคนยื่นข้อเสนอมาให้ ผู้ชายโง่ๆ เท่านั้นแหละที่จะไม่สนองไป’
แล้วผมผิดด้วยหรือที่ตอบรับข้อเสนอของเธอ?
…
แต่ถ้ารู้ว่าเธอจะตามตื๊อผมได้นานถึงเพียงนี้
คืนวันนั้นผมอาจจะทบทวนดูอีกครั้งก่อนลงมือทำอะไรลงไป
การโทรมาง้อบ่อยๆ แทบจะทุกเดือนที่ผ่านมา
แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ยอมปล่อยผมไปง่ายๆ
เธอกำลังผูกมัดตัวผม และอยากให้ผมรับผิดชอบสิ่งที่เคยทำลงไป
หลายวันเข้า ปฏิบัติการตามตื๊อของเธอยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
เธอโทรมาบ่อยและถี่ขึ้น
เช้าตรู่ พักเที่ยง เวลาทำงาน หรือช่วงเวลาที่ผมหลับใหล
ใช้ทั้งเบอร์เดิม หรือเปลี่ยนเบอร์ใหม่ๆ เธอไม่เคยหยุดความพยายาม
เส้นบางๆ ของความเกรงใจระหว่างเรา มันขาดลงไปเสียแล้ว
เธอกำลังจะเข้ามาในชีวิตผม เธอจะครอบครองผมให้ได้!
มันแย่ตรงที่ ที่ผ่านมาผมยังคงมีจิตใจที่เป็นมนุษย์อยู่บ้าง …และเพียงพอที่จะรู้สึกผิดที่จะพูดกับเธอแรงๆ
เลยทำได้แค่เพียงปฏิเสธการง้อของเธอด้วยถ้อยคำสุภาพ หรือบ่ายเบี่ยง อ้างนู่นอ้างนี่ไปเรื่อย
แต่ในครั้งนี้ความอ่อนโยนในตัวมนุษย์เริ่มถูกครอบงำด้วยความหงุดหงิด เกินจะทน
ผมขี้เกียจที่จะรับมือกับเธออีกต่อไปแล้ว
จริงๆ แล้ว ด้วยสามัญสำนึกน่าจะรับรู้ได้ว่าผมไม่เคยมีความคิดที่จะเปลี่ยนใจกลับไปหาเธอเลย
ผู้หญิงอย่างเธอ น่าจะมีผู้ชายเดินเข้าไปหาหลายต่อหลายคน
ทำไมถึงต้องมาฝากความหวังกับผู้ชายกะหลั่วๆ อย่างผม
ไอ้เรื่องของเรา มันผ่านมาแล้ว และมันก็จบลงที่คืนนั้นแล้ว ลืมมันซะ!
โทสะ บังคับให้ผมกรอกเสียงอันแข็งกระด้างลงไปในหูโทรศัพท์
ผมบอกให้เธอฟังผมให้ดีๆ
ครั้งนี้ผมจะคุยกับเธอเป็นครั้งสุดท้าย
“ผมไม่มีวันที่จะกลับไปหาคุณ ไม่ว่าจะกรณีใดใดก็ตาม
ไม่เคยคิด ไม่มีอยู่ในหัวกบาล
ลืมผมซะ มองหาคนใหม่ซะเถอะ และต่อไปนี้อย่าได้โทรมาอีก…
หยุดความพยายามของคุณเสียที…
…ไอ้ ‘ฟิตเนส เฟิร์สท์ !!!’ “
เชื่อว่าพวกคุณคงเคยเจอเช่นกัน… :]
อุจจาระกลางเวหา ตอนที่ 2 : ท่าอากาศยานและการลาจาก
ตอนที่ 2 : ท่าอากาศยาน และการลาจาก
ผมยืนหน้าตาเหรอหรา อยู่ในท่าอากาศยานที่เขาว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ใหญ่ จนสามารถใช้เป็นสถานที่ให้คนมากมายมานอนปูเสื่อเล่นกัน ขวางทางไม่ให้ฝรั่งกลับบ้านได้ มาแล้วครั้งหนึ่ง
ถึงแม้ผมจะไม่เคยขึ้นเครื่องบิน แต่ผมก็เคยมาสนามบิน
มา ในฐานะผู้มาส่ง และต้อนรับในบางครั้ง
จริงๆ แล้ว ผมไม่ค่อยชอบบรรยากาศของสนามบินเลย
ไม่ใช่เพราะ ความจอแจของกลุ่มคนมากมายที่เดินขวักไขว่ และพ่นถ้อยคำหลากหลายภาษาใส่กัน
ไม่ใช่เพราะ การเรียงตัวของร้านค้าอันหนาแน่น ที่ทำให้สนามบินอันเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ดูแล้วหน้าตาละม้ายคล้ายห้างสรรพสินค้า
แต่ที่ไม่ชอบ เพราะที่นี่มีกลิ่น…
กลิ่นของบรรยากาศ ‘การจากลา’
เพราะสถานที่นี้คือจุดเริ่มต้นของการลาจาก
ที่ที่จะผลักคนสำคัญให้หลุดออกจากอ้อมกอดเรา เดินทางไปไกลแสนไกล
ที่ที่เราทำได้แค่มองแผ่นหลังของคนที่เรารัก ค่อยๆ เลือนลับหายไปในช่องประตูเล็กๆ
…
นี่คือเหตุผลที่ผมไม่ชอบสนามบิน
ท่ารถ ท่าเรือ สถานีรถไฟก็เช่นกัน
บางที่เล็ก บางที่ใหญ่ บางที่ติดแอร์ บางที่ร้อนอบอ้าว บางที่คนเยอะ บางที่โหวงเหวง
แต่ทุกที่ล้วนมีกลิ่นของการจากลาอยู่ทั้งนั้น
ใช้สเปรย์กำจัดกลิ่นยี่ห้อไหน อย่างไรก็คงไม่หาย
จากประสบการณ์
การเป็น ‘ผู้มาส่ง’ นั้น ผมเห็นว่ามักจะเป็นฝ่ายทุกข์ใจกว่าการเป็น ‘ผู้เดินทาง’
เมื่อโบกมือลาจากกันแล้ว หากคุณเป็นผู้เดินทาง คุณก็จะได้เจออะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต
ที่นั่งบนเครื่อง ผู้โดยสารนั่งข้างๆ วิวทิวทัศน์รอบข้างระหว่างเดินทาง ความคิดอะไรใหม่ๆ ที่พุ่งเข้ามาโดยไม่ทันจะได้เหงาก็ถึงที่หมายปลายทางเสียแล้ว
แต่ถ้าคุณเป็น ‘คนมาส่ง’
เมื่อโบกมือบ๊ายบายเสร็จแล้ว คุณก็จะหันหลังกลับมาเจออะไรเดิมๆ
ขับรถคันเดิมกลับบ้าน เปิดประตูบ้านบานเดิม โซฟาตัวเดิม รีโมท ทีวีเครื่องเดิม
ทุกอย่างเหมือนเดิม
เพียงแต่ขาด ‘คน’ ที่เพิ่งไปส่งเมื่อกี้ไปหนึ่งคน
ใจหายน่าดู เวลากวาดสายตารอบบ้านเดิมๆ แต่พบว่าคนเดิมๆ ไม่อยู่แล้ว
สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่าง ของการเป็น ‘ผู้มาส่ง’ นั้น
คือเรา มาเพื่อบอกลา
แต่ไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่า จะมีโอกาสได้กล่าวคำว่า ‘ต้อนรับกลับบ้าน’ อีกหรือเปล่า
เพราะ ‘เขา’ เป็นคน ‘ไป’
แต่ ‘เรา’ อยู่กับที่
‘การรอคอย’ นี่แหละ คือสุดยอดของการทรมานมนุษย์
บางที รถไฟที่พาเขาไปจากเรา
อาจจะไม่มีวันพาเขากลับมาอีกแล้ว ก็เป็นได้…
บางกรณี รถไฟทำได้ดีที่สุดแค่เพียงพา ‘ตัว’ กลับมา
แต่ ‘ใจ’ ของเขา นั้นอาจหล่นหายอยู่กับใครที่ปลายทางฝั้งนู้น
สุดปัญญาที่คนขับรถไฟจะนำพากลับมาหาเราได้…
และนี่ก็คือทุกข์ ของ ‘ผู้มาส่ง’
…
อุจจาระกลางเวหา ตอนที่ 1: ออกจากกะโหลก ชะโงกดูนอกกะลา
ตอนที่ 1: ออกจากกะโหลก ชะโงกดูนอกกะลา
“พาสปอร์ตนี่สำคัญที่สุดนะลูก ต้องติดตัวไว้ตลอดเวลา”
ความเห็น (5)
ความเห็น (16)
ความเห็น (10)
