วันคริสมาสต์ที่ 26 ของผม
วันคริสต์มาสที่ 26 ของผม
ผมชอบวันคริสต์มาสครับ…
แม้ว่าตัวผมเองจะนับถือศาสนาพุทธ เกิดมาพ่อแม่ก็ไม่เคยพาเข้าไปร้องเพลงในโบสถ์คริสต์ ไม่เคยเชือดไก่งวง ก่อเตาไฟ ดินเนอร์กันแบบที่ในหนังฝรั่งเค้าทำกัน ไม่เคยได้ของขวัญจากซานตาคลอส(ทั้งตัวจริงและตัวปลอม) และก็ไม่ได้เข้าใจในแก่นแท้ของเทศกาลแห่งคริสตศาสนิกชนอันนี้มากนัก
แต่ผมก็ชอบและรู้สึกผูกพันกับวันคริสต์มาสมาตั้งแต่เกิดแล้วก็ว่าได้
เหตุผลที่ผมชอบวันคริสต์มาสนั้น เป็นเหตุผลแบบเบสิคสุดๆ
นั่นก็คือ วันนี้เป็นวันเกิดของผมด้วยครับ…
เพราะฉะนั้นวันคริสต์มาสที่ผ่านเข้ามาในแต่ละปี เด็กฝรั่งหลายคนอาจจะดีใจที่จะได้ของขวัญ เด็กแขกตามหน้าผับอาจจะดีใจที่ดอกไม้จะขายดี เด็กตี๋บางคนอาจจะตั้งตาคอยกับแต๊ะเอียวันตรุษจีนมากกว่า แต่สำหรับเด็กเจ๊กหน้าแขก ตัวกะเปี๊ยกอย่างผม จะรู้สึกว่าตัวเองพองโต และดูเป็น somebody ขึ้นมาบนโลกใบนี้ (แบบคิดไปเองคนเดียว) ทุกครั้งที่คริสต์มาสเวียนมาถึง
เมื่อ ‘เทศกาลวันเกิดของผม’ ใกล้จะเดินทางมาถึงทีไร บรรดาห้างสรรพสินค้า ร้านตัดผม ร้านเช่าวิดีโอ ร้านเกมส์ ร้านอาหาร ไปจนถึงร้านโชห่วยใกล้บ้าน สารพัดร้านที่เด็กอย่างผมจะโคจรผ่าน…
ล้วนพร้อมใจกันตกแต่ง ประดับประดาไปด้วยหลอดไฟระยิบระยับ ริบบิ้น กล่องของขวัญ สายรุ้ง สีสเปรย์ ต้นคริสต์มาส กวางเรนเดียร์และซานตาคลอสที่ห้อยต่องแต่งอยู่บนเพดาน สร้างหวาดเสียว เอ้ย! ความสวยงาม ตระการตา
ราวกับว่าทุกคนบนแผ่นดินนี้พร้อมใจกันจัดงานวันเกิดให้ผม….
ในวันเกิด ผมจะชอบไปโรงเรียนแต่เช้า (ที่ผ่านมาก็ไปเช้าอยู่แล้ว เพราะโดนบังคับให้ติดรถคนข้างบ้านไป แต่ในวันเกิดจะไปเช้าด้วยความเต็มใจกว่าวันอื่นๆ) อากาศหนาวเย็นของปลายเดือนธันวา ทำให้อาจารย์อนุญาตให้นักเรียนใส่เสื้อกันหนาวมาโรงเรียนได้ เพิ่มสีสันสดใสให้โรงเรียนที่เคยมีแต่เครื่องแบบ สีขาว-กากี มีชีวิตชีวาขึ้นมากมาย บวกกับบรรดาบอร์ดหน้าห้องเรียน ก็จะถูกตกแต่งภายใต้คอนเส็ปต์ Merry X’mas สีเขียว-แดง ไปทั่วทั้งอาคาร / เสียงเพลง Jingle bell (ที่ตอนเด็กๆ ผมร้องท่อนฮุคว่า ‘โจงกาเบน’ มาโดยตลอด) ก็ถูกเปิดให้เสียงตามสายวิ่งไปตามลำโพง คลอเคล้าจนกลิ่นคริสต์มาสคละคลุ้งไปทั่วทั้งโรงเรียน…
ท่ามกลางบรรยากาศเหล่านี้ หากมีกล้องมุมสูงจากหลังคาโรงเรียนจับภาพลงมา จะเห็นเด็กชายหัวเกรียนๆ ตัวกะจ้อยร่อยคนหนึ่งเดินล้วงกระเป๋ากางเกง ลัดเลาะไปทั่วโรงเรียน วันนี้เขาปฏิเสธเพื่อนที่จะเตะบอลในตอนเช้า วันนี้เขาไม่นั่งลอกการบ้านอยู่แต่บนห้องเรียน แต่เลือกที่จะลงมาเดินฮัมเพลง ‘โจงกาเบน’ ด้วยสีหน้าอมยิ้มปริ่มสุขอยู่คนเดียว อย่างน่าหมั่นไส้
“แม้แต่คนทั้งโรงเรียนก็ยังจัดงานวันเกิดให้กู…” เขาคิดเข้าข้างตัวเองโดยเจตนา
เติบโตมาจนถึงวันนี้ ผมผ่านคริสต์มาสมาถึง 26 ครั้งแล้วในชีวิต
แต่ก็ไม่เคยเบื่อหน่าย หรือเลิกชอบวันคริสต์มาสเลยแม้แต่ปีเดียว
ผมเคยผ่าน…คริสต์มาสที่เต็มไปด้วยของขวัญวันเกิดหลายสิบชิ้น แบกขึ้นรถเมล์กลับบ้านแบบจงใจให้คนบนรถอิจฉา
ผมเคยผ่าน…คริสต์มาสอันแสน puppy love ออกเดทเพื่อนสาววัยใสและหัวใจที่เต้นตึกตัก
ผมเคยผ่าน…คริสต์มาสที่เมามายสุดเหวี่ยง โดดน้ำ ร้องเพลง แวดล้อมไปด้วยสหาย และกองอ้วก
ผมเคยผ่าน…คริสต์มาสที่หนักหน่วง อดตาหลับขับตานอน อ่อนระโหยโรยแรง ข้าม(หลาย)วัน ข้าม (หลาย) คืน กับโปรเจ็คที่ต้องส่งในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ผมเคยผ่าน…คริสต์มาสอันแสนเดียวดาย โดดเดี่ยวบนถนนเมืองหลวง กับมือเย็นๆ ที่ไร้คนเกี่ยวกุม ท่ามกลางแสงไฟค่ำคืนอันแสนโรแมนติก ที่ไร้ความหมาย….
และอีกหลากหลายคริสต์มาส ที่ซานตาคลอสจัดความแปลกใหม่มาให้ผมแทบไม่ซ้ำกัน ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ อุบัติเหตุ น้ำตา น้อยใจ อบอุ่น และหนาวเย็น
…
คริสต์มาส และวันเกิดในปีนี้
ผมเลือกที่จะเก็บของเนือยๆ เดินเฉื่อยๆ ขับรถเอื่อยๆ กลับมาถึงบ้านตั้งแต่หัวค่ำ
โทรศัพท์ 2-3 สายดังขึ้นระหว่างการเดินทาง ด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มที่ว่า ผมต้องกำลังฉลองอยู่ที่ไหนซักที่ แต่กลับประหลาดใจ ที่ มนุษย์ ‘สัตว์สังคม’ อย่างผม เลือกที่จะเก็บตัวอย่างสงบโดยลำพังในค่ำคืนแห่งความสุขนี้ ทั้งๆ ที่ ไม่ได้ป่วยไข้ หรือทะเลาะกับใคร…
…
ในวันนี้ เมื่อ 26 ปีที่แล้ว ผมมุดหัวออกมาจากตัวของแม่ เพียงแค่คนเดียว
เหตุใดเมื่อเวลาผ่านไป – ในวันที่ ‘25 ธันวา’ เดียวกันนี้ ผมจึงต้องออกไปไขว่คว้าหามีใครมาเคียงข้างด้วย
ในเมื่อคนที่พร้อมจะเคียงข้างผม ตั้งแต่คริสต์มาสวันแรก จนถึงคริสต์มาสวันนี้
นั้นนั่งคอยอยู่ที่บ้านแล้ว
ผมกลับมาเป่าเทียนที่ปักอยู่บนพิซซ่า ที่ป๊า อาม่า และพี่สาวสั่งมาไว้ ให้
เรากินพิซซ่าไปพร้อมกับดู กบนอกกะลา (รายการยอดนิยมแห่งประเทศไทย ที่คนที่บ้านนี้ลงความเห็นว่า มีพิธีกรชายหน้าตาดีที่สุดบนดาวเคราะห์ดวงนี้) กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครั้งแรก
เพราะก่อนหน้านี้ผมไม่เคยมีโอกาสกลับมาดูรายการตัวเองที่บ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว…
หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว เราทุกคนก็แยกย้ายเข้านอนกันตั้งแต่ 4 ทุ่ม
…
ผมเปิดคอมพิวเตอร์และพบคำอวยพรวันเกิดมากมาย ที่มิตรสหายแวะมาทิ้งไว้ใน facebook
และอีกหลายข้อความในโทรศัพท์มือถือ
ผมค้นพบว่า คุณค่าของการรับคำอวยพรวันเกิดนั้น ไม่ได้อยู่ที่การสร้างสรรค์ถ้อยคำอวยพรของแต่ละคนเท่านั้น
แต่มันอยู่ที่ว่าคนที่อวยพรเหล่านั้นเป็นใครกันบ้าง…
ตั้งแต่เพื่อนสนิทที่วนเวียนอยู่รอบๆ ตัว เพื่อนใหม่ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้!?! เพื่อนเก่าแก่ที่ไม่เคยข้องแวะกันมาหลายปี หรือแม้แต่คนที่เราไม่คิดว่าจะได้รับการอวยพรจากเค้าอีกต่อไปในชีวิต….ก็ยังมีทยอยมาสร้างความตื่นเต้นได้เสมอ
…
วันคริสต์มาสทำให้ผมได้รับการอวยพร
วันคริสต์มาสทำให้ผมรู้จักเพื่อนใหม่
วันคริสต์มาสทำให้ผมได้รื้อฟื้นถึงมิตรภาพเก่าๆ
และวันคริสต์มาสทำให้ผมได้รับการให้อภัย (อย่างน้อยก็ 1 วินาทีของวันนี้)
ความซาบซึ้งเหล่านี้ เป็นความรู้สึกอิ่มเอมใจ ที่ซานตาคลอสจากดาวไหนๆ ก็ไม่สามารถให้ได้
Happy birthday and Merry Christmas !!!
ในเมื่อหลายคนบอกให้ผมมีความสุขในวันเกิด
แล้วผมจะปฏิเสธความสุขอันมากมายเหล่านั้นในวันคริสต์มาสนี้ได้อย่างไร
(ปัญหามีอยู่ก็แค่ ความสุขเหล่านั้นมันมากมายเกินที่ผู้ชายตัวกะเปี๊ยกอย่างผม จะใช้คนเดียวหมดในวันเดียว …หากใครขาดความสุข ช่วยมาแบ่งไปใช้บ้าง ผมมีความสุขแจกให้ในวันคริสต์มาสครับ…)
…
ผมไม่แน่ใจว่าชีวิตนี้ ผมจะมีโอกาสได้เจอวันคริสต์มาส อีกสักกี่ครั้ง
50 ครั้ง, 10 ครั้ง, ครั้งเดียว หรืออาจจะไม่ได้เจออีกแล้ว
…
แต่ผมก็มั่นใจว่า คริสต์มาสในทุกๆ ครั้ง ที่จะวนเวียนเข้ามาในชีวิตผม
จะยังคงสวยงามสำหรับผมตลอดไป
…
เมอรรี่คริสต์มาสย้อนหลังนะครับ
ชาวพุทธ คริสต์ อิสลาม และชาวโลกทุกคน :]
นักเลียน (ออก) แบบ
ในวิชา วาดเขียน วันนี้
ครูมาลี บอกให้ วาดรูป บ้าน
ให้ นักเรียน ใช้ จินตนาการ
ท้ายชั่วโมง มาส่งงาน ตามเวลา
- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – -
ฉันหยิบสี ออกมา จากกระเป๋า
หลับตาเอา นึกภาพ บ้านหรรษา
หยิบสีเขียว ขึ้นมา วาดหลังคา
มีปล่องไฟ สีฟ้า ตั้ง ๕ อัน
เพื่อเวลา วันคริสต์มาส นั้นมาถึง
ซานตาคลอส จะได้บึ่ง รีบมาหา
จำได้บ้าน หลังคา-เขียว ปล่องไฟ-ฟ้า
หย่อนของขวัญ ลงมา ๕ ช่องเล้ย !!
ส่วนตัวบ้าน ฉันละเลงด้วย สีแดง
เจาะช่องแสง เป็นรู เต็มข้างฝา
ให้ พระอาทิตย์ ส่องแสง ลอดเข้ามา
สว่างจ้า ทั้งวัน ไม่เปลืองไฟ
ฉันวาดบ้าน ให้สูง ตั้ง ๓ ชั้น
ห้องของฉัน สูงกว่า ต้นไม้ใหญ่
มองออกไป ข้างนอกได้ ไกลแสนไกล
กล้องดูดาว ตั้งไว้ ใช้ส่องดู
มีประตู เข้าบ้านได้ หลายๆ ด้าน
แต่ละบาน มีชื่อ เขียนแปะอยู่
นี่ของพ่อ นี่ของแม่ นี่ของปู่
ของฉันอยู่ บานเล็กสุด ติดบ่อปลา
ในบ่อปลา มีโลมา แสนใจดี
ให้ฉันขี่ ว่ายเล่น แสนเริงร่า
มีกระดาน จากห้องนอน ลื่นลงมา
บ้านหรรษา ฉันสนุก กว่าใครๆ
กริ๊งๆๆ เสียงกระดิ่ง ดังขึ้น
ครูมาลี ลุกยืน ร้องเสียงใส
“เอ้า นักเรียน รีบมาส่ง งานไวไว
ครู จะให้ คะแนน และรางวัล”
- – - – - – - – - – - – - – - - – - – - – - -
สักพักหนึ่ง ครูมาลี ก็ยืนขึ้น
ถือภาพวาด ในมือ เรียกชื่อฉัน
“ด.ญ.ทอฝัน มาหาครู อย่างเร็วพลัน
มาพร้อมกัน กับ ด.ช. เจตนา
“ทอฝันจ๋า หนูวาด อะไรมาส่ง
ครูตกลง ให้วาดบ้าน นะหนูจ๋า”
ฉันงุนงง “นี่ค่ะบ้าน นี่ไงคะ..หลังคา
นี่…โลมา นี่…บ่อน้ำ นั่น…ปล่องไฟ”
ครูมาลี ฟังจบ หัวเราะร่า
“ทอฝันจ๋า บ้านแบบนี้ มีที่ไหน
บ้านสีแดง หลังคาเขียว เปรี้ยวเกินไป
แล้วจะมี ปล่องไฟทำไม ตั้งหลายอัน
ไม่เคยเจอ บ้านที่ไหน เค้าเจาะรู
มีประตู หลายบาน น่าขบขัน
ปลาโลมา บ้านใคร เค้าเลี้ยงกัน
สไลเดอร์ ยาวๆ นั่น อันตราย”
“ด.ช.เจตนา หยิบงานเธอ มาให้ครู
นี่สิหนู บ้านที่ถูก ตามใจหมาย
หลังคาจั่ว บ้านสี่เหลี่ยม ไร้ลวดลาย
มีต้นไม้ ภูเขา นกสามตัว
บ้านแบบนี้ คือบ้านที่ เขาอยู่กัน
อย่าไปคิด นอกจากนั้น ให้ปวดหัว
เปิดหนังสือ แล้ววาดตาม นั่นแหละชัวร์
จงอย่ามัว คิดฟุ้งซ่าน ให้เสียเวลา“
- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - -
นักเรียนในห้อง มองมา ทำตาแป๋ว
ฟังครูแล้ว จดจำ พยักหน้า
สิ่งที่ดี คือสิ่งที่ จำกันมา
แค่ออกไป ค้นหา แล้วทำตาม
ฉันนั่งมอง สองคะแนน ที่ครูให้
นึกย้อนไป เข้าใจ ไร้คำถาม
จินตนาการ คือสิ่งที่ ควรห้ามปราม
จงเก็บความ “ไม่เหมือนใคร” ไว้คนเดียว
- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – -
ขอเป็นแรงใจสำหรับ วงการออกแบบ และการศึกษาไทย…
หลุม is back!!!
หนังสือ ‘หลุม’ จะพิมพ์เพิ่มครั้งที่ 2 แล้วครับ
กลางเดือน ต.ค. 52 นี้ คงได้เจอกัน
พิมพ์ออกมา แต่ยังไม่มีที่ขายเลย อนาถมาก 555
มาแจ้งข่าวให้ทราบกันก่อน
คราวนี้ก็พิมพ์จำนวนน้อยๆ เหมือนเดิม (เพราะความป๊อด กลัวจะขายไม่ออก อีกเช่นเคย)
ฉะนั้น ใครสนใจก็รีบๆ กันหน่อย ถ้าหมดแล้วก็คงต้องรออีกนานนะครับ
ฝากข้อความเอาไว้ใน บล็อกนี้ก็ได้
หรือจะอีเมลมาที่ kongto2007@hotmail.com
ขอบคุณครับ
วันที่เธอโทรมาง้อ…
วันที่เธอโทรมาง้อ…

วันนี้เธอโทรมาหาผม…อีกแล้ว
หลังจากที่ลังเลใจอยู่สักพัก ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้กับความใจอ่อนของตัวเอง ก่อนจะยอมกดรับสาย
ฟังน้ำเสียงก็พอรู้ ว่าเธอดีใจที่ได้คุยกับผมอีกครั้ง
เธอเริ่มต้นด้วยบทสนทนาแบบเดิมๆ – ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ถามว่าช่วงนี้ผมสบายดีไหม? ยังทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนรึเปล่า? เครียดกับงานมากไปไหม?
…ผมตอบคำถามเธอแบบ ถามคำตอบคำ เพราะเบื่อหน่ายกับถ้อยคำเป็นห่วงเป็นใยของเธอ และอยากให้เธอเข้าเรื่องซักที
เธอคงรับรู้ได้ถึงความรำคาญของผม และอ้อมค้อมไปได้ไม่ไกลนัก สุดท้ายเธอก็ยอมเอ่ยคำถามที่เราสองคนรอคอยกันอยู่
เธอถามว่า มาถึงวันนี้ ผมเคยคิดจะเปลี่ยนใจบ้างไหม?
เปลี่ยนใจ…ลืมคำปฏิเสธ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผมเคยบอกเธอไป
เปลี่ยนใจ…ลองทบทวนถึงความทรงจำดีๆ ระหว่างผมกับเธออีกสักครั้ง
เปลี่ยนใจ..เพื่อที่จะกลับไปหาเธอ
…
เมษายน 2552 – วันนั้นผมได้คุยกับเธอครั้งแรก
ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว วันหยุดอันน่าเบื่อของผู้ชายเบื่อชีวิตอย่างผม ถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงโทรศัพท์ลึกลับสายหนึ่ง
- เธอเป็นฝ่ายโทรมาหาผมก่อน โดยอ้างว่าเพื่อนสนิทของผมแนะนำมา
…เพียงไม่กี่วันถัดมา เจ้าเพื่อนตัวดีก็พาผมไปพบกับเธอ และทิ้งผมไว้ให้อยู่กับเธอเพียงลำพัง
“ให้น้องเค้าดูแลละกัน วันนี้กูเหนื่อยๆ ว่ะ” มันยิ้มมุมปาก ยักคิ้วให้ผม ก่อนที่จะปิดประตูแล้วหายจากไป
โอเค ผมยอมรับว่า คืนนั้นผมมีความสุขที่ได้อยู่ที่นั่นกับเธอ และมีเธอคอย ‘ดูแล’
จะว่าไป เธอเป็นผู้หญิงที่เก่งในเรื่องพรรค์นั้นเลยล่ะ แถมยังสอนผมในหลายๆ ท่า จนผู้ชายอกสามศอกอ่อนประสบการณ์อย่างผมถึงกับอายไปเลย…
วินาทีที่เนื้อตัวเราสัมผัสกัน มันทำให้ผมใจเต้นแรง เหงื่อของผมไหลท่วมกายแบบที่ไม่เคยเป็นมานานแล้ว
‘สบายตัว…’ ผมสรุปสั้นๆ ให้เพื่อนฟัง ได้ว่าอย่างนั้น
เหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น ผมยังจำได้ทุกฉากทุกตอนไม่เคยลืม และยังจำสีหน้าของเธอตอนออกมาส่งผมที่หน้าประตูได้เช่นกัน
แววตาของเธอในวันนั้น มีความหวังอยู่เต็มเปี่ยมว่า ผมคงประทับใจและจะกลับมาหาเธออีก
ใช่ ผมประทับใจ
ผมมีความสุข
แต่ผมไม่ได้คิดจะจริงจังอะไรกับเธอ…
พูดกันตรงๆ แบบผู้ชายเห็นแก่ตัว
‘ก็ในเมื่อเธอเอง เป็นคนยื่นข้อเสนอมาให้ ผู้ชายโง่ๆ เท่านั้นแหละที่จะไม่สนองไป’
แล้วผมผิดด้วยหรือที่ตอบรับข้อเสนอของเธอ?
…
แต่ถ้ารู้ว่าเธอจะตามตื๊อผมได้นานถึงเพียงนี้
คืนวันนั้นผมอาจจะทบทวนดูอีกครั้งก่อนลงมือทำอะไรลงไป
การโทรมาง้อบ่อยๆ แทบจะทุกเดือนที่ผ่านมา
แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ยอมปล่อยผมไปง่ายๆ
เธอกำลังผูกมัดตัวผม และอยากให้ผมรับผิดชอบสิ่งที่เคยทำลงไป
หลายวันเข้า ปฏิบัติการตามตื๊อของเธอยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
เธอโทรมาบ่อยและถี่ขึ้น
เช้าตรู่ พักเที่ยง เวลาทำงาน หรือช่วงเวลาที่ผมหลับใหล
ใช้ทั้งเบอร์เดิม หรือเปลี่ยนเบอร์ใหม่ๆ เธอไม่เคยหยุดความพยายาม
เส้นบางๆ ของความเกรงใจระหว่างเรา มันขาดลงไปเสียแล้ว
เธอกำลังจะเข้ามาในชีวิตผม เธอจะครอบครองผมให้ได้!
มันแย่ตรงที่ ที่ผ่านมาผมยังคงมีจิตใจที่เป็นมนุษย์อยู่บ้าง …และเพียงพอที่จะรู้สึกผิดที่จะพูดกับเธอแรงๆ
เลยทำได้แค่เพียงปฏิเสธการง้อของเธอด้วยถ้อยคำสุภาพ หรือบ่ายเบี่ยง อ้างนู่นอ้างนี่ไปเรื่อย
แต่ในครั้งนี้ความอ่อนโยนในตัวมนุษย์เริ่มถูกครอบงำด้วยความหงุดหงิด เกินจะทน
ผมขี้เกียจที่จะรับมือกับเธออีกต่อไปแล้ว
จริงๆ แล้ว ด้วยสามัญสำนึกน่าจะรับรู้ได้ว่าผมไม่เคยมีความคิดที่จะเปลี่ยนใจกลับไปหาเธอเลย
ผู้หญิงอย่างเธอ น่าจะมีผู้ชายเดินเข้าไปหาหลายต่อหลายคน
ทำไมถึงต้องมาฝากความหวังกับผู้ชายกะหลั่วๆ อย่างผม
ไอ้เรื่องของเรา มันผ่านมาแล้ว และมันก็จบลงที่คืนนั้นแล้ว ลืมมันซะ!
โทสะ บังคับให้ผมกรอกเสียงอันแข็งกระด้างลงไปในหูโทรศัพท์
ผมบอกให้เธอฟังผมให้ดีๆ
ครั้งนี้ผมจะคุยกับเธอเป็นครั้งสุดท้าย
“ผมไม่มีวันที่จะกลับไปหาคุณ ไม่ว่าจะกรณีใดใดก็ตาม
ไม่เคยคิด ไม่มีอยู่ในหัวกบาล
ลืมผมซะ มองหาคนใหม่ซะเถอะ และต่อไปนี้อย่าได้โทรมาอีก…
หยุดความพยายามของคุณเสียที…
…ไอ้ ‘ฟิตเนส เฟิร์สท์ !!!’ “
เชื่อว่าพวกคุณคงเคยเจอเช่นกัน… :]
อุจจาระกลางเวหา ตอนที่ 2 : ท่าอากาศยานและการลาจาก
ตอนที่ 2 : ท่าอากาศยาน และการลาจาก
ผมยืนหน้าตาเหรอหรา อยู่ในท่าอากาศยานที่เขาว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ใหญ่ จนสามารถใช้เป็นสถานที่ให้คนมากมายมานอนปูเสื่อเล่นกัน ขวางทางไม่ให้ฝรั่งกลับบ้านได้ มาแล้วครั้งหนึ่ง
ถึงแม้ผมจะไม่เคยขึ้นเครื่องบิน แต่ผมก็เคยมาสนามบิน
มา ในฐานะผู้มาส่ง และต้อนรับในบางครั้ง
จริงๆ แล้ว ผมไม่ค่อยชอบบรรยากาศของสนามบินเลย
ไม่ใช่เพราะ ความจอแจของกลุ่มคนมากมายที่เดินขวักไขว่ และพ่นถ้อยคำหลากหลายภาษาใส่กัน
ไม่ใช่เพราะ การเรียงตัวของร้านค้าอันหนาแน่น ที่ทำให้สนามบินอันเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ดูแล้วหน้าตาละม้ายคล้ายห้างสรรพสินค้า
แต่ที่ไม่ชอบ เพราะที่นี่มีกลิ่น…
กลิ่นของบรรยากาศ ‘การจากลา’
เพราะสถานที่นี้คือจุดเริ่มต้นของการลาจาก
ที่ที่จะผลักคนสำคัญให้หลุดออกจากอ้อมกอดเรา เดินทางไปไกลแสนไกล
ที่ที่เราทำได้แค่มองแผ่นหลังของคนที่เรารัก ค่อยๆ เลือนลับหายไปในช่องประตูเล็กๆ
…
นี่คือเหตุผลที่ผมไม่ชอบสนามบิน
ท่ารถ ท่าเรือ สถานีรถไฟก็เช่นกัน
บางที่เล็ก บางที่ใหญ่ บางที่ติดแอร์ บางที่ร้อนอบอ้าว บางที่คนเยอะ บางที่โหวงเหวง
แต่ทุกที่ล้วนมีกลิ่นของการจากลาอยู่ทั้งนั้น
ใช้สเปรย์กำจัดกลิ่นยี่ห้อไหน อย่างไรก็คงไม่หาย
จากประสบการณ์
การเป็น ‘ผู้มาส่ง’ นั้น ผมเห็นว่ามักจะเป็นฝ่ายทุกข์ใจกว่าการเป็น ‘ผู้เดินทาง’
เมื่อโบกมือลาจากกันแล้ว หากคุณเป็นผู้เดินทาง คุณก็จะได้เจออะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต
ที่นั่งบนเครื่อง ผู้โดยสารนั่งข้างๆ วิวทิวทัศน์รอบข้างระหว่างเดินทาง ความคิดอะไรใหม่ๆ ที่พุ่งเข้ามาโดยไม่ทันจะได้เหงาก็ถึงที่หมายปลายทางเสียแล้ว
แต่ถ้าคุณเป็น ‘คนมาส่ง’
เมื่อโบกมือบ๊ายบายเสร็จแล้ว คุณก็จะหันหลังกลับมาเจออะไรเดิมๆ
ขับรถคันเดิมกลับบ้าน เปิดประตูบ้านบานเดิม โซฟาตัวเดิม รีโมท ทีวีเครื่องเดิม
ทุกอย่างเหมือนเดิม
เพียงแต่ขาด ‘คน’ ที่เพิ่งไปส่งเมื่อกี้ไปหนึ่งคน
ใจหายน่าดู เวลากวาดสายตารอบบ้านเดิมๆ แต่พบว่าคนเดิมๆ ไม่อยู่แล้ว
สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่าง ของการเป็น ‘ผู้มาส่ง’ นั้น
คือเรา มาเพื่อบอกลา
แต่ไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่า จะมีโอกาสได้กล่าวคำว่า ‘ต้อนรับกลับบ้าน’ อีกหรือเปล่า
เพราะ ‘เขา’ เป็นคน ‘ไป’
แต่ ‘เรา’ อยู่กับที่
‘การรอคอย’ นี่แหละ คือสุดยอดของการทรมานมนุษย์
บางที รถไฟที่พาเขาไปจากเรา
อาจจะไม่มีวันพาเขากลับมาอีกแล้ว ก็เป็นได้…
บางกรณี รถไฟทำได้ดีที่สุดแค่เพียงพา ‘ตัว’ กลับมา
แต่ ‘ใจ’ ของเขา นั้นอาจหล่นหายอยู่กับใครที่ปลายทางฝั้งนู้น
สุดปัญญาที่คนขับรถไฟจะนำพากลับมาหาเราได้…
และนี่ก็คือทุกข์ ของ ‘ผู้มาส่ง’
…
อุจจาระกลางเวหา ตอนที่ 1: ออกจากกะโหลก ชะโงกดูนอกกะลา
ตอนที่ 1: ออกจากกะโหลก ชะโงกดูนอกกะลา
“พาสปอร์ตนี่สำคัญที่สุดนะลูก ต้องติดตัวไว้ตลอดเวลา”
ความเห็น (10)





